เทคโนโลยีการศึกษา

แผนการสอนวิทยาศาสตร์

แผนการสอน วิชา วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ม.2
หัวข้อ พลังงานกับการละลาย (การทดลอง การละลายของสารในตัวทำละลายบางชนิด)
สาระสำคัญ
การละลาย หมายถึง การที่อนุภาคของสารตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปแทรกรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อของแข็งละลายน้ำจะแตกตัวออกเป็นอนุภาคเล็กๆ ในการแตกตัวออกจากกันระบบจะต้องใช้พลังงานจำนวนหนึ่ง ซึ่งระบบต้องดูดพลังงานเพื่อทำให้อนุภาคของแข็งที่รวมตัวกันอยู่แยกออกจากกัน และเมื่ออนุภาคของของแข็งกระจายแทรกอยู่ระหว่างโมเลกุลของน้ำจะยึดเหนี่ยวกับโมเลกุลของน้ำได้ ระบบจะต้องคายพลังงานออกมาจำนวนหนึ่ง
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
ระบุประเภทของการละลายของสารในตัวทำละลายชนิดต่างๆ ได้
สาระการเรียนรู้
การละลาย หมายถึง การที่อนุภาคของสารตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปแทรกรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อของแข็งละลายน้ำจะแตกตัวออกเป็นอนุภาคเล็กๆ ในการแตกตัวออกจากกันระบบจะต้องใช้พลังงานจำนวนหนึ่ง ซึ่งระบบต้องดูดพลังงานเพื่อทำให้อนุภาคของแข็งที่รวมตัวกันอยู่แยกออกจากกัน และเมื่ออนุภาคของของแข็งกระจายแทรกอยู่ระหว่างโมเลกุลของน้ำจะยึดเหนี่ยวกับโมเลกุลของน้ำได้ ระบบจะต้องคายพลังงานออกมาจำนวนหนึ่งในชีวิตประจำวันจะเห็นว่าน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี จึงใช้น้ำในการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ในการชำระสิ่งสกปรก ใช้ประกอบอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มประเภทต่างๆ และยารักษาโรค เป็นต้น แต่ก็มีบางชนิดที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ เช่น หมึกแห้งหรือไขมันที่เปื้อนมากับเสื้อผ้า เป็นต้น จึงได้นำของเหลวบางชนิดที่ใช้ละลายสารที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้มาเป็นตัวทำละลายแทน เช่น แอลกอฮอล์ เฮกเซน น้ำมันก๊าซ น้ำมันเบนซิน โทลูอีน เป็นต้น
กระบวนการจัดการเรียนรู้
ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนเรื่อง พลังงานกับการละลายที่เรียนผ่านมาว่า การละลายของสารชนิดหนึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทดูดความร้อนหรือคายความร้อน ขึ้นอยู่กับผลต่างของพลังงานที่ใช้แยกอนุภาคของของแข็งกับพลังงานที่คายออกมา เพื่อให้อนุภาคของของแข็งยึดเหนี่ยวกับน้ำ และการละลายของสารเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
การละลายประเภทดูดพลังงานหรือดูดความร้อน คือการละลายที่ใช้พลังงานในการแยกอนุภาคของของแข็งมากกว่าพลังงานที่ใช้ยึดเหนี่ยวระหว่างของแข็งกับน้ำ เช่น การละลายของโพแทสเซียมไนเตรต (KNO3) แอมโมเนียมไนเตรต (NH4NO3) เป็นต้น
การละลายประเภทคายพลังงานหรือคายความร้อน คือการละลายที่ใช้พลังงานในการแยกอนุภาคของของแข็งน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของแข็งกับน้ำ เช่น การละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) คอปเปอร์ (II) ซัลเฟต (CuSO4) เป็นต้น
จากนั้นครูอธิบายต่อไป เกี่ยวกับ การละลายของสารในตัวทำละลายชนิดต่างๆ ว่า ในชีวิตประจำวันจะเห็นว่าน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี จึงใช้น้ำในการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ในการชำระสิ่งสกปรก ใช้ประกอบอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มประเภทต่างๆ และยารักษาโรค เป็นต้น แต่ก็มีบางชนิดที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ เช่น หมึกแห้งหรือไขมันที่เปื้อนมากับเสื้อผ้า เป็นต้นจึงได้นำของเหลวบางชนิดที่ใช้ละลายสารที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้มาเป็นตัวทำละลายแทน เช่น แอลกอฮอล์ เฮกเซน น้ำมันก๊าด น้ำมันเบนซิน โทลูอีน เป็นต้น
จากกลุ่มเดิมที่นักเรียนทำการทดลอง เรื่อง การละลายของสาร ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ทำการทดลอง เรื่อง การละลายของสารในตัวทำละลายบางชนิด ตามขั้นตอนต่อไปนี้
นักเรียนปฏิบัติการทดลอง พร้อมทั้งบันทึกผลการทดลองที่ได้ลงในตารางบันทึกผลการทดลองให้ถูกต้อง
แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมารายงานผลการทดลองที่ได้หน้าชั้นเรียน จากนั้นครูและนักเรียนนำผลการทดลองที่ได้มาร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุป ได้ว่า "สารบางชนิดละลายได้ดีในตัวทำละลายชนิดหนึ่ง แต่อาจไม่ละลายในตัวทำละลายชนิดอื่น เช่น เกลือแกงละลายได้ดีในน้ำ แต่ไม่ละลายในเอทานอลและน้ำมันก๊าด น้ำมันพืชละลายในเอทานอลเล็กน้อย แต่ละลายได้ดีในน้ำมันก๊าด เทียนไขละลายได้ดีในน้ำมันก๊าด แต่ไม่ละลายน้ำและเอทานอล ส่วนหมึกแห้งละลายได้ดีในเอทานอลและน้ำมันก๊าด แต่ไม่ละลายในน้ำ ดังนั้น การเลือกตัวทำละลายที่เหมาะสมจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้"
นักเรียนตอบคำถามท้ายการทดลอง ใน
ใบกิจกรรม เรื่อง การละลายของสารในตัวทำละลายบางชนิด ให้ถูกต้อง ส่งครู
สื่อแหล่งการเรียนรู้
วิธีทดลอง เรื่อง การละลายของสารในตัวทำละลายบางชนิด
ใบกิจกรรม เรื่อง การละลายของสารในตัวทำละลายบางชนิด
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
1. สังเกตการร่วมอภิปรายในชั้นเรียน
2. สังเกตการทำกิจกรรม
3. ตรวจใบกิจกรรม

บทที่1

บทที่ 1
เทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นการนำความรู้ แนวคิด กระบวนการและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษา จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาในด้านการจัดการ การบริหาร และการเรียนการสอน ที่เป็นการปรับบทบาทระหว่างครูและนักเรียนในการทำกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นให้ใช้สื่อการเรียนที่มาจากเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ


บทที่ 2 คอมพิวเตอร์กับการเรียนการสอน

บทที่ 2 คอมพิวเตอร์กับการเรียนการสอน

ปัจจุบันวงการศึกษาได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก และราคาไม่สูงเกินไปที่สถานศึกษาต่าง ๆ จะหาซื้อมาไว้ใช้ได้ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษานั้นสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหาร การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน
การใช้คอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน โดยที่เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด และการทดสอบจะถูกพัฒนาขึ้นในรูปของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักเรียกว่า Courseware ผู้เรียนจะเรียนบทเรียนจากคอมพิวเตอร์ โดยคอมพิวเตอร์จะสามารถเสนอเนื้อหาวิชาซึ่งอาจจะเป็นทั้งในรูปตัวหนังสือ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว สามารถถามคำถาม รับคำตอบจากผู้เรียนตรวจคำตอบ และแสดงผลการเรียนในรูปของข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ให้แก่ผู้เรียน
การใช้อินเทอร์เน็ตกับการศึกษา เป็นการใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียน การค้นหาข้อมูลในการเรียนด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการศึกษาทางไกลผ่านทางอินเทอร์เน็ต














บทที่ 3 การสื่อสารและการเรียนรู้

บทที่ 3 การสื่อสารและการเรียนรู้
การสื่อสาร เป็นกระบวนการที่มนุษย์ติดต่อถ่ายทอดเรื่องราว แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารโดยผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้รับอย่างมีวัตถุประสงค์ ดังนั้นการถ่ายทอดความรู้ในการเรียนการสอน ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน จึงจำเป็นต้องดำเนินไปตามกระบวนการการสื่อสารด้วยเช่นกัน
ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บังเกิดประสิทธิภาพ จำเป็นที่ผู้สอนจะต้องนำกระบวนการสื่อสารมาปรับใช้กับกระบวนการเรียนการสอน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของสื่อ และการป้องกันสิ่งรบกวน เป็นต้น










บทที่ 4 สื่อการสอน

บทที่ 4 สื่อการสอน
สื่อการสอน เป็นตัวกลางที่จะช่วยนำและถ่ายทอดข้อมูลความรู้ จากครูผู้สอน หรือจากแหล่งความรู้ไปยังผู้เรียน เป็นสิ่งช่วยอธิบาย และขยายเนื้อหาบทเรียน ให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น เพื่อบรรลุถึงวัตถุประสงค์การเรียนที่ตั้งไว้
สื่อการสอนสามารถให้ประโยชน์ทั้งกับผู้เรียนและผู้สอน ประโยชน์กับผู้เรียน เช่น ช่วยสร้างความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนที่ยุ่งยากซับซ้อน ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน ช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล ฯลฯ สำหรับประโยชน์กับผู้สอน จะช่วยให้บรรยากาศในการสอนน่าสนใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้สอน โดยบางครั้งอาจให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาเองจากสื่อได้ ในการใช้สื่อการสอน หากผู้สอนได้มีการวางแผนอย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้การใช้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


บทที่ 5 สื่อที่ไม่ต้องใช้เครื่องฉาย

บทที่ 5 สื่อที่ไม่ต้องใช้เครื่องฉาย
สื่อที่ไม่ต้องใช้เครื่องฉายนี้ นับว่ามีความสำคัญต่อการเรียนการสอนไม่แพ้สื่อประเภทอื่น ทั้งนี้เพราะใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์การฉายแต่อย่างใด ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ซึ่งมีมากมายหลายชนิดที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ สื่อที่เป็นของจริง หุ่นจำลอง รูปภาพ วัสดุกราฟิก ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น นับว่ามีความสำคัญมากกับการเรียนการเรียนการสอน เพราะนำมาใช้งานได้สะดวกใช้ได้ทุกสถานที่ ราคาไม่แพง อีกทั้งผู้สอนและผู้เรียนสามารถร่วมกันจัดหาหรือผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน เป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนสื่อ รวมทั้งเป็นการประหยัดงบประมาณของสถานศึกษาด้วย

บทที่ 6 สื่อทัศนวัสดุประเภทฉาย

บทที่ 6 สื่อทัศนวัสดุประเภทฉาย
เครื่องฉายเป็นอุปกรณ์สำหรับฉายภาพหรือวัสดุ ที่มีขนาดเล็กให้ปรากฏบนจอเป็นภาพที่มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้กลุ่มผู้ชมที่มีขนาดต่างๆกัน สามารถมองเห็นภาพนั้นได้อย่างชัดเจนและทั่วถึงกัน หลักการโดยทั่วไปของเครื่องฉาย คือ การทำให้เกิดภาพโดยอาศัยแหล่งกำเนิดแสงหรือหลอดฉาย เพื่อให้แสงสว่างแก่วัสดุที่นำมาฉายและมีเลนส์ฉายเป็นตัวกลางทำให้เกิดภาพไปปรากฏบนจอ เครื่องฉายมีองค์ประกอบที่สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ 2 ประการ คือ ประการแรก ส่วนประกอบภายใน ได้แก่ หลอดฉาย เลนส์ควบแสง เลนส์ฉาย แผ่นสะท้อนแสง และพัดลม เป็นต้น ประการที่สอง ระบบฉาย โดยทั่วไปมี 3 ระบบ คือ ระบบฉายตรง ระบบฉายอ้อม และระบบฉายสะท้อนกลับ ในส่วนของจอหรือฉากรับภาพนั้น จอที่ดีจะได้ภาพที่ชัดเจน จอมีหลายชนิดแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกจอแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของการฉายและปัจจัยต่างๆ เช่น ลักษณะและขนาดของห้อง ความสะดวกในการติดตั้ง ห้องนั้นๆได้ดัดแปลงหรือปรับปรุงให้แสงสว่างเข้ามากน้อยเพียงใด เป็นต้น
วัสดุฉาย แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ วัสดุโปร่งใส วัสดุโปร่งแสง ซึ่งวัสดุฉายที่สำคัญได้แก่ แผ่นภาพโปร่งใส ฟิล์มภาพยนตร์



บทที่ 8 สื่อกิจกรรม

บทที่ 8 สื่อกิจกรรม
สื่อกิจกรรมที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนมีหลายประเภท เช่น การสาธิต นิทรรศการ ประสบการณ์นาฏการ แหล่งความรู้ในชุมชน การศึกษานอกสถานที่ เป็นต้น ซึ่งสื่อกิจกรรมแต่ละประเภทก็มีความเหมาะสมในการนำมาใช้กับการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไป
การสาธิต เป็นการแสดงหรือการกระทำเป็นขั้นตอน อาจใช้วัสดุหรออุปกรณ์ร่วมด้วยพร้อมทั้งบรรยายหรืออธิบายประกอบ เพื่อเป็นการรวมจุดสนใจของผู้เรียนขณะกำลังสาธิต ลดเวลาลองผิดลองถูกของผู้เรียน และฝึกผู้เรียนให้เป็นคนช่างสังเกตและมีวิจารณญาณ เป็นต้น
นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของ วัสดุอุปกรณ์ ที่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละเรื่องเพื่อเร้าความสนใจให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเรียนรู้ด้วยการดู ฟัง สังเกต จับต้อง ทดลอง ภายใต้จุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งโดยการใช้สื่อหลายชนิด
ประสบการณ์นาฏการ เป็นการแสดงที่ใช้แทนประสบการณ์จริง อาจดัดแปลงเพิ่มเติมหรือตัดทอนบางอย่าง เพื่อมุ่งสร้างความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ ความประทับใจ ทัศนคติที่ดี และเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติที่เคยมีมาก่อนให้เป็นไปในลักษณะพึงประสงค์
ส่วนแหล่งความรู้ในชุมชนและการศึกษานอกสถานที่นั้น เป็นการเปิดโลกของการเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ให้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนอีกด้วย



บทที่ 9 สื่อมวลชนเพื่อการศึกษา

บทที่ 9 สื่อมวลชนเพื่อการศึกษา
สื่อมวลชนเพื่อการศึกษา หมายถึง การนำเอาสื่อมวลชนมาใช้เพื่อการถ่ายทอดความรู้เนื้อหาบทเรียน ไปยังผู้เรียนจำนวนมากที่อยู่กระจัดกระจายในเวลาเดียวกัน โดยใช้วิธีการและรูปแบบต่าง ๆ ตามแต่ละประเภทของสื่อมวลชน การนำสื่อมวลชนมาใช้เพื่อการศึกษานั้นมีสาเหตุมาจาก การเพิ่มจำประชากรอย่างรวดเร็วทำให้การศึกษาในระบบโรงเรียนไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ในด้านโอกาสทางการศึกษา และคุณภาพของสถานศึกษา รวมทั้งการพัฒนาความรู้และวิทยาการแขนงต่างๆพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมากมาย ส่งผลให้คนในสังคมต้องปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ซึ่งการนำสื่อมวลชนมาใช้กับการศึกษาจะให้ประโยชน์กับการศึกษาหลายประการ คือ การแพร่กระจายความรู้เนื้อหาสาระในด้านต่างๆไปสู่คนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆได้รับประโยชน์ทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ของโรงเรียน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของรัฐ
สื่อมวลชนที่นำมาใช้กับการศึกษา แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสิ่งพิมพ์ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีสภาพการทำงานและคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวแตกกัน ความรวดเร็วในการส่งสารก็แตกต่างกัน มีความมั่นคงถาวรในการส่งสารไม่เหมือนกัน ดังนั้นในการนำสื่อมวลชนมาใช้เพื่อการศึกษา จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงธรรมชาติและลักษณะพิเศษของสื่อนั้นๆรวมทั้งศึกษาแนวทางในการนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการศึกษาต่อไป


บทที่ 11 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา

แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 11 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนาแบบก้าวหน้าและได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมนั้นได้ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาทั้งในด้านการเรียนการสอน ด้านสนับสนุนการจัดการศึกษาและใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารระหว่างบุคคล อันได้แก่ มีระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน อินเทอร์เน็ต การสอนโดยใช้เว็บไซต์ การเรียนการสอนทางไกล สื่อประสม ฯลฯ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีแนวโน้มที่จะพัฒนาก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จึงย่อมส่งผลต่อการศึกษาอย่างมาก ดังนั้นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการวางแผนการศึกษาของชาติ รวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษาตลอดจนครูผู้สอนต้องให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีราคาค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องเลือกสรรแนวทางการนำมาใช้ให้เหมาะสมและพิจารณาปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร การจัดการและเทคโนโลยีประกอบด้วย เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการลงทุน